อาทิตย์นี้งานเร่ง และธุระเยอะ
ขออัพอาทิตย์หน้าแทนครับ...
My blog will mostly talk about non-mainstream music... but some would be because most people like them !
Lost and Found by Google
Tuesday, 6 April 2010
Monday, 22 March 2010
Kings of Convenience
ตามกระแสซะเลย ไหนๆพรุ่งนี้ก็จะไปดูวงนี้มาเล่นสดที่บ้านเราแล้ว ขอเขียน Blog ถึงวงนี้เลยก็แล้วกัน Kings of Convenience วง Folk-Pop จาก Norway ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของเสียงกีตาร์ เสียงร้องที่นุ่มนวล เมโลดี้ของดนตรี รวมทั้งความสามารถในการแต่งและร้องเพลงของทั้งคู่ KOC มีสมาชิกเพียงแค่ 2 คนเท่านั้นซึ่งก็คือ
- Erlend Øye
- Eirik Glambek Bøe
ทั้งสองคนรู้จักกันเมื่อตอน 10 ขวบในการเข้าร่วมการแข่งขันภูมิศาสตร์ จนอายุ 16 ปีทั้งคู่ก็ได้เล่นในวงที่ชื่อว่า Skog (ภาษานอร์วีเจียนแปลว่า ป่า) กับเพื่อนอีกสองคน และออก EP ที่มีชื่อว่า Tom Tids Tale ภายหลังก็แยกวงเหลือกันสองคนมาทำ KOC ต่อ

ทั้งสองคนได้เซ็นสัญญากับค่าย Kindercore ภายหลังจากที่เริ่มแสดงตามงานต่างๆในยุโรปช่วงปี '99 หลังจากมาใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนในปี 2001 ทั้งคู่ก็ได้ออกเดบิวในชื่อว่า Quiet is the New Loud ซึ่งอัลบัมนี้เองก็ได้โปรดิวเซอร์ฝีมือดีมาทำให้นามว่า Ken Nelson ผู้ซึ่งเคยโปรดิวซ์ให้วงอย่าง Coldplay มาก่อนแล้ว และอัลบัมนี้เองก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในวงการเพลง pop แบบนอกกระแสซึ่งทางวงก็ได้รับแรงมาจากวงอย่าง Belle & Sebastian แต่มาขัดเกลาและเน้นภาคเมโลดี้ กับ ข้อความที่สือออกมามากกว่า
และในปีเดียวกันวงก็ได้ออกอัลบัม Versus ออกมาซึ่งเป็นอัลบัม Remix ของ Quiet is the New Loud ซึ่งแต่ละเพลงจะนำมา Remix หรือ Rearrange ใหม่โดยศิลปินคนอื่นอย่างเช่น Röyksopp, Four Tet, Ladytron, Alfie, และอื่นๆ รวมทั้งบางเพลงที่ arrange ใหม่โดย Kings of Convenience เองอย่างเช่น Failure
ภายหลังจากนั้นทางวงก็เงียบตัวลงไป Øye ได้ใช้เวลาไปอยู่ที่เบอร์ลิน และได้ทำงานเดี่ยวในชื่ออัลบัมว่า Unrest รวมทั้ง side project ในชื่อวง The Whitest Boy Alive จนกระทั่งปี 2004 วงจึงกลับมาทำงานอีกครั้งในอัลบัมใหม่ที่ชื่อว่า Riot on an Empty Street และในอัลบัมนี้ยังได้ featuring กับนักร้องสาวเสียงใสที่มีนามว่า Leslie Fiest และในอัลบัมนี้เองที่ทางวงทำ MV เพลง I'd Rather Dance with You ซึ่งก็ได้ติด Top List ของ MTV European ใน Best Music Video of 2004
แล้วหลังจากนั้นวงที่หายไปอีกครั้งจนมีข่าวออกมาว่าจะเลิกทำงานด้วยกันแล้วแต่ทั้งสองคนก็ยังมีคอนเสิร์ตตามประเทศต่างๆอยู่เรื่อยๆจนกระทั่งกลางปี 2009 ทางวงก็ได้ส่ง e-mail หาแฟนคลับว่าในปีนี้จะมีอัลบัมออกมาอย่างแน่นอน แล้วในที่สุด ตุลาคม 2009 ทางวงก็ได้ปล่อยอัลบัมใหม่ในชื่อว่า Declaration of Dependence ถือเป็นห้าปีที่ห่างหายไปจากวงการโดยแฟนเพลงได้แต่เฝ้ารออัลบัมใหม่กัน
และก็พรุ่งนี้แล้วที่แฟนคลับชาวไทย จะได้พบกับตัวจริง เสียงจริงของเค้าทั้งสอง ส่วนการแสดงจะสมกับการรอคอยของแฟนๆหรือไม่ ไว้เราว่ากันคราวหน้าครับ สิบเอ็ดปีกับ 3 อัลบัมเต็ม ลุ้นกันดีกว่าว่าเค้าทั้งสองจะเล่นเพลงไหนกันบ้าง... สำหรับวันนี้ขอจบเพียงเท่านี้ สวัสดีครับ

Quiet is the New Loud (2001)

Versus (2001)

Riot on an Empty Street (2004)

Declaration of Dependence (2009)
Tuesday, 9 March 2010
กลับมาอีกทีแบบไม่มีใครเรียกร้อง
หายตลอดอ่ะผมด้วยความขี้เกียจส่วนตัวล้วนๆ ต่อไปนี้สัญญาว่าจะอัพอาทิตย์ละครั้ง โอเค๊? แต่หายไปนานนี่จะเขียนทีมันก็ตะกุกตะกักดีนะ มันแปลกๆพิมพ์ไม่ค่อยเข้าที่เท่าไหร่ วันนี้พูดถึงวงไหนดีละ ช่วงนี้กระแส Electronic, Electroclash, New-Rave กำลังมาเลย งั๊นพูดถึงวงนี้ละกัน New-Rave มาแรงจาก Leeds, West Yorkshire แดนดิน England ! ! !
มันแรงจริงเปล่าผมก็ไม่รู้หรอก แต่ที่รู้ๆคนไทยไม่ค่อยฟังกันหรอกวงนี้ (เดาว่าไม่รู้จัก) วงนั้นคืออออ แท่ม แท่ม แท้ม แท่มมมมมมม "Hadouken!" อ้าว งง... อย่างงดิ อย่างง

แค่รูปก็ตื้ดละ ถือไลท์ เซเบอร์กันเลยทีเดียะ ฮ่าๆ ว่าด้วยสมาชิกของวงประกอบไปด้วย
- Jame Smith
- Daniel "Pilau" Rice
- Alice Spooner
- Chris Purcell
- Nick Rice
หลังจากวงเริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงปลายปี 06 คาบเกี่ยวต้นปี 07 และวงเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้o ต้นปี 07 นั่นเอง Mike Skinner (จาก The Streets) ได้เอาเพลงของวงคือ "That Boy That Girl" ไปเปิดที่ Radio 1 ในวันที่ไปเป็นแขกของ Zan Lowe (เคยพูดถึงไปแล้ว หาอ่านย้อนหลังได้ครับ) และได้บอกว่าวงนี้เป็น " A Great New Band" (เออ ผมเชื่อครับ) หลังจากนั้นก็เริ่มเกิดการบอกต่อบอกผ่านจนกระทั่ง กุมภาปีเดียวกัน NME ก็ได้เพิ่มกระแสให้กับวงหลังจากที่ซิงเกิลออกวางว่า "a savage, snarling work of genius" โดยซิงเกิล double a-side "That Boy That Girl/ Tuning In" ได้ออกวางขายโดยค่ายที่ทางวงก่อตั้งขึ้นเองในชื่อ Surface Noise Records หลังจากนั้นไม่นาน MV ตัวแรกของวงก็ออกฉายซึ่งกำกับโดย Bobby Harlow (เป็นเพื่อนกันกับวงนี้) ส่วนเพลง Tuning In ก็ได้ไปอยู่ในอัลบัมรวมของค่าย Kitsune' (มันไม่มี e แบบอัก/ซองอ่ะ)
(MV ลองไปดูกันได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=CgGItLYyBQ0)
ข้ามที่เหลือเลยละกันไปว่ากันด้วยอัลบัมที่เคยวางแผงเลยดีกว่า ประวัติก็กล่าวไปพอละ วงออกอัลบัมเต็มมาแล้ว 2 อัลบัม โดยวางห่างกันสองปี ชุดแรก 2008 ชุดล่าสุดออกเมื่อต้นปี 2010

Music for an Accelerated Culture คืออัลบัมเดบิวของวงที่ออกเมื่อปี 2008 โดยตั้งชื่อจากหนังสือของ Douglas Coupland ที่ชื่อว่า Generation X: Tales for an Accelarated Culture และเอามารวมเข้ากับชื่ออัลบัมของ The Prodigy ที่ชื่อว่า Music for the Jilted Genration อัลบัมประกอบไปด้วย 11 เพลง (JP Edition มีโบนัสเพิ่มอีก 2 เพลง) งานเพลงชุดนี้ออกเป็นแนว New Rave ผสมกับ Grindie...

มาต่อกันด้วยอัลบัมที่สอง For the Masses วงออกข่าวมาตอนกลางปี 2009 ว่าออกอัลบัมใหม่ โดยมี Producer แนว Drum and Bass นามว่า Noisia คอยดูแลการผลิตให้ ซึ่งทางวงก็บอกเองว่าอัลบัมชุดนี้จะแตกต่างจากชุดแรก ทั้งเรื่องของเนื้อเพลงและแนวทางของดนตรี ซึ่งอัลบัมนี้ก็ได้ไปอัดกันที่ Groningen, Holland นู้นเลย
เอาละเรามาจบของ Entry กันดีกว่า อย่างที่บอกไปว่าวงนี้ได้ชื่อวงมากจากชื่อท่าในเกมฉะนั้นแล้วลักษณะของเพลงก็เลยออกมาในแนวที่ผสมกันระหว่างดนตรีแบบ Techno เข้าไปกับ Samples เสียงของ Nintendo Game Boy โดยให้เพลงออกมาในลักษณะที่เข้ากับของ Culture ของวัยรุ่น ออกแนว Underground หน่อย กินดื่มตื้ดๆในคลับ และเห็นอย่างนี้วงก็เคยได้รางวัลกับเขาด้วยนะ ซึ่งนั่นก็คือ Best Electronic Artist/DJ จาก BT Digital Music Awards ในปี 2008 เอาละเหลามายาวขนาดนี้แล้ว หากใครสนใจก็ลองหาฟังกันดูนะครับ แล้วพบกันใหม่อาทิตย์หน้า
Friday, 25 September 2009
ขอโทษที่หายไปนาน มากกกกกกกกกก
กราบขออภัยพ่อแม่พี่น้อง ที่ผมหายไปนานมากกกก
เนื่องจากติดขัดบางประการ (จริงๆหลายประการดีกว่า)
แต่ก็กลับมาละ มือไม้มันติดขัดไม่ได้พิมพ์เอาเป็นว่า
ขอรื้อฟื้นก่อนละกันนะครับ หากมีข้อผิดพลาดก็ขออภัย
วันนี้ไปสวีเดนกันก็แล้วกันนะ ประเทศนี้มีวงดีๆอยู่เยอะ
วงไหนดีละวันนี้ หลับตาจิ้มละกัน .. . . .. . . . ... . . ... OK !

Sugarplum Fairy คือวงอินดี้ร็อคจากเมือง Borlänge ประเทศ Sweden
ที่ได้ชื่อวงมาจากการเอาเพลงท่อนนึงของ The Beatles มาตั้งชื่อวง
โดยเพลงนั้นคือ A Day in the Life ที่ John Lennon นับจังหวะเข้าเพลงว่า
"sugar-plum-fairy, sugar-plum-fairy"
ที่ได้ชื่อวงมาจากการเอาเพลงท่อนนึงของ The Beatles มาตั้งชื่อวง
โดยเพลงนั้นคือ A Day in the Life ที่ John Lennon นับจังหวะเข้าเพลงว่า
"sugar-plum-fairy, sugar-plum-fairy"
Sugarplum Fairy ก่อตั้งวงขึ้นเมื่อปี 1998 โดยสมาชิกสามคนคือ
Victor Norén, Carl Norén และ Kristian Gidlund หลังจากนั้น
ทางวงก็ทำ Demo ออกมาเรื่อยๆ และมาได้เซ็นสัญญาเมื่อปี 2004
ทางวงก็ทำ Demo ออกมาเรื่อยๆ และมาได้เซ็นสัญญาเมื่อปี 2004
และก็ได้ออก EP แรกในชื่อว่า Stay Young และก็ได้ปล่อย single
ออกมาเรื่อยๆจนกระทั่งออก debut ในชื่ออัลบัมว่า "Young & Armed"
ส่วนใหญ่ทางวงจะออกทัวร์ใน ญี่ปุ่น สวีเดน เยอรมัน จนเป็นที่รู้จัก
ออกมาเรื่อยๆจนกระทั่งออก debut ในชื่ออัลบัมว่า "Young & Armed"
ส่วนใหญ่ทางวงจะออกทัวร์ใน ญี่ปุ่น สวีเดน เยอรมัน จนเป็นที่รู้จัก
จึงออกอัลบัมที่สองในปี 2006 ในชื่อ "First Round First Minute"
และอีกครั้งกับอัลบัมล่าสุดในปี 2008 กับ "The Wild One"
นอกเหนือไปจากทางเรื่องงานเพลงแล้ว วงยังได้รับความรู้จัก
จากการที่มีนักร้องนำสองคนซึ่งเป็นน้องชายของ Gustaf Norén
จากการที่มีนักร้องนำสองคนซึ่งเป็นน้องชายของ Gustaf Norén
นักร้องนำของอีกวงดังจากสวีเดนนามว่า Mando Diao
ปัจจุบัน สมาชิกของ Sugarplum Fairy ประกอบไปด้วย
Victor Norén: Vocals, Bass, Guitar, Percussion
Carl Norén: Vocals, Guitar, Harmonica, Organ
David Hebert: Bass, Organ, Guitar
Jonas Karlsson: Guitar, Backing vocals
Kristian Gidlund: Drums
Victor Norén: Vocals, Bass, Guitar, Percussion
Carl Norén: Vocals, Guitar, Harmonica, Organ
David Hebert: Bass, Organ, Guitar
Jonas Karlsson: Guitar, Backing vocals
Kristian Gidlund: Drums

Young & Armed (2004)
Track listing:
1. And Please Stay Young
2. Sweet Jackie
3. Morning Miss Lisa4. Lonely Star
5. Turning Into Nothing
6. Another Apple In My Mouth
7. Everlasting Me
8. Coming Home
9. Godfever10. Sail Beyond Doubt
11. Rock'n'Roll Tragedy
12. Far Away From Man
13. San José

First Round First Minute (2006)
Track listing:
1. Last Chance
2. She
3. Don't Wake Us Up
4. Soul of The Sun
5. Marigold6. Visible Karma
7. Illusion Of Conclusion
8. My Saviour My Secret
9. Back Where We Belong
10. Left Right Black White
11. Day One
12. It Takes Time It Takes Two
13. Let Me Try
14. Love Bird

The Wild One (2008)
Track listing:
1. The Escapologist
2. Just A Little Bit More
3. You Can't Kill Rock'n'roll
4. Bring Danger
5. Never Thought I'd Say That It's Alright
6. Hate It When You Go
7. Kick It Up
8. In Berlin
9. Love's Turning Into Boredom
10. Here She Comes
11. Harder To Say I'm Sorry
12. Caroline
13. Bus Stop (Bonus Track)
Labels:
indie,
John Lennon,
Mando Diao,
Sugarplum Fairy,
Sweden
Wednesday, 11 February 2009
i'm back
สวัสดีครับ หายไปสามวัน คราวนี้ไม่ได้ติดงาน แต่นึกเรื่องจะเอามาเขียนไม่ถูก ฮ่า ๆ แต่ตอนนี้นึกออกละเลยมาเขียนครับ มีใครชอบเพลงแนว Swedish Pop ไหมครับหรืองาน pop แบบ retro หน่อยเอาซักช่วงยุค 70's หลายคนอาจบ่น (กู)ยังไม่เกิดเลย ผมก็ยังไม่เกิดครับ แต่ถามเอาแนวทางเฉยๆ เผื่อว่าเคยฟัง เอาเป็นว่าถ้าชอบแนวนั้นผมมีวงมาแนะนำจากประเทศใกล้ๆบ้านเรานี่เอง


Mocca คือวงจากประเทศอินโดนีเซีย ก่อตั้งวงเมื่อปี 1997 เพลงส่วนใหญ่ของวงนี้จะได้รับแรงบันดาลใจจากดนตรีในยุค 70's ผสมเข้ากับแนวเพลง Swing, Bossa, Swedish pop, รวมทั้ง Jazz ซึ่งทำให้เพลงสามารถฟังได้สบายๆ ฟังได้เรื่อยๆ ผ่อนคลาย สบายใจ
เรื่องราวของวงเริ่มมาจากที่เพื่อนสนิทสองคน Arina กับ Riko ตัดสินใจจะตั้งวงตอนยังเรียน College แต่ว่าในระหว่างช่วงปีแรกกับการมีวงดนตรี งานดนตรีของพวกเขาติดๆขัดๆ ไปไม่ได้กับเพื่อนร่วมวงคนอื่นๆ จนในที่สุดก็เริ่มเบื่อ ด้วยจุดนี้จึงได้จึงทำให้เค้าทั้งสองเริ่มทำเพลงของตัวเอง และก็ได้เสนอเพลงที่แต่งขึ้นมาให้เพิ่อนร่วมวง แต่ทุกคนไม่ให้การตอบรับ หลังจากนั่นก็เริ่มเกิดความคิดไม่ตรงกันหลายๆครั้ง แล้วในที่สุดก็แยกวงเหลือไว้เพียง Arina กับ Riko กันตามลำพัง จนถึงช่วงปี 99 ก็ได้ไปชวน Indra กับ Toma มาร่วมวง แล้วนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของ Mocca ที่สามารถรวมตัวกันด้วยเพราะมุมมองทางดนตรีและความสนใจทางดนตรีเหมือนๆกัน

เดบิวของ Mocca ออกมาเมื่อปี 2002 ชื่อว่า "My Diary" โดยมีทั้งหมด 13 เพลง โดยเป็นเพลงที่มาจากมุมมองของผู้หญิงผ่านไดอารีของเธอ โดยเพลงจะมีการผูกเรื่องราวให้ผ่านไปทีละเพลงๆตั้งแต่เพลงแรกจนถึงเพลงสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องราวเดียวกันทั้งหมด
เพลงในอัลบัมแต่ละเพลงจะมีบีทที่แตกต่างกันออกไปเพื่อแสดงถึงอารมณ์ของเด็กผู้หญิงในช่วงเวลานั้นและถึงแม้ว่า Mocca จะมีสมาชิกเพียงแค่ 4 คนแต่ว่าเวลาออกทัวร์จะมีสมาชิกเสริมในการเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆอีก 6 คนประกอบด้วย keyboard, guitar, percussion, trumpet, trombone, และก็ sax
รายชื่อสมาชิกของ Mocca
- Arina Ephipania Simangunsong (Vocal, Flute)
- Riko Prayitno (Guitar)
- Achmad Pratama/ Toma (Bass Guitar)
- Indra Massad (Drums)
Mocca ได้ออกอัลบัมมาแล้วทั้งสิ้นสามอัลบัม เริ่มจาก My Diary, Friends, และ Colours ตามลำดับ
ใครที่ชอบฟังเพลงแบบสบายๆ ผมว่าวงนี้น่าสนใจครับ อาจจะหาฟังยากหน่อยแต่คงไม่เกินกำลังถ้าจะหามาฟังจริงๆ อัลบัม My Diary ผมชอบมากเพราะการผูกเรื่องราวและการเรียงลำดับเพลงมันทำให้ได้เรื่องราวในระหว่างฟังจริงๆครับ
Sunday, 8 February 2009
You racist, Bastard ! ! !
จั่วหัวได้น่าตกใจมาก ไม่ใช่ไรครับพอดีช่วงนี้ผมติด Jeff Dunham with his Pal ไอ้ตัวหุ่นที่ชื่อ Achmed, The Dead Terrorist มันฮาอย่างจริงจัง มันชอบด่าประโยคที่จั่วหัวนั่นแหล่ะ ไม่งั๊นก็อีกประโยคคือ Silence! I kill you ! ฮ่า ๆ ๆ ลองไปหาดูใน youtube ก็ได้ครับ อาจจะติดเหมือนผมก็ได้ แต่ที่เจ้า Achmed มันพูดก็ถูกนะครับ คือเราไม่ควรจะเหยียดสีผิว เชื้อชาติ หรือแม้แต่ศาสนาก็ตาม ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ชอบก็ไม่ควรจะแสดงออกอยู่ดีนั่นแหล่ะที่โดนหนักที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องเหยียดสีผิว คนผิวสีก็คือคนครับ เค้าทำอะไรผิดคุณถึงต้องไปเหยียดหยามเค้า คนผิวสีบางคนมีดีกว่าเราด้วยซ้ำ B.B. King ก็ผิวสีเล่นกีตาร์เก่ง เป็นตำนานเพลง Blues เป็น entertainer ที่ดี ผิวขาวบางคนทำได้แบบเขาหรือไม่ ? Nat King Cole เสียงดีเป็นบ้าเป็นหลัง นักร้องผิวขาวบางคนเสียงอย่างกับควายออกลูก เทียบกันไม่ได้ด้วยซ้ำ...






พอพูดถึงนักร้องผิวสีก็พาลให้ผมนึกถึงอีกวงนึงขึ้นมา วงนี้สัญชาติอังกฤษแท้ๆ แต่มีนักร้องผิวสี หลายคนอาจนึกออกแล้ว... ถูกครับผมกำลังจะพูดถึง Bloc Party พวกเค้าเป็นใครมาจากไหนอยู่ๆถึงได้โด่งดังขึ้นมาแน่นอนครับ คงไม่ใช่ขายหน้าตาแบบนักร้องบ้านเราเป็นแน่ ชีวิตคุณคุณต้องลิขิตตัวเองและแน่นอนพวกเค้าก็เลือกแบบนั้น
Bloc Party คือวงที่ประกอบไปด้วยสมาชิก 4 คน
Kele Okereke (Lead vocal, Rhythm guitar)
Russell Lissack (Lead Guitar)
Gordon Moakes (Bass guitar, Synths, Backing vocal)
Matt Tong (Drums, Backing Vocal)
วงได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1999 ที่ Reading Festival โดยมีสมาชิกสองคนคือ Okereke และ Lissack โดยใช้ชื่ออื่นๆไปเรื่อยเช่น Union, Superheroes of BMX, The Angel Range and Diet ก่อนจะมาจบลงที่ Bloc Party เมื่อปี 2003 โดยเล่นคำกับ Block Party ส่วน Moakes ได้เข้ามาร่วมวงภายหลัง และ Tong ได้ผ่านการออดิชันเข้ามาร่วมวงเป็นคนสุดท้าย และในปีนี้เองที่ Bloc Party ได้ออกเพลงแรกชื่อว่า The Marshals Are Dead ซึ่งรวมอยู่ในอัลบัม The New Cross และก็ได้ออกซิงเกิลแรกภายหลังชื่อว่า She's Hearing Voice

แล้ววันนึงก็มาถึงเมื่อ Bloc Party ได้พยายามก้าวข้ามผ่านการเป็นวงทั่วๆไปให้เป็นที่รู้จัก เมื่อพวกเขาได้เข้าไปที่คอนเสิร์ตของ Franz Ferdinand และได้ให้ก็อปปี้ของเพลงให้กับ Steve Lamacq ที่เป็น DJ ของคลื่น BBC Radio 1 (เป็นเจ้าของช่วง In New Music We Trust) และอีกคนที่ส่งไปก็คือ Alex Kapranos และเพลงที่เขาให้ก็คือเพลง She's Hearing Voices นั่นแหล่ะ
ภายหลังจากนั้น Lacmacq ได้เปิดเพลงของ Bloc Barty ในช่วงรายการของเขาเองแล้วระบุเป็นจำความสั้นๆต่อเพลงนี้ว่า "Genius" และก็ได้เชิญวงมาเล่นสดที่สถานี แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังจากที่ Okereke ร้องเพลงใหม่ที่ชื่อว่า Banquet ภายหลังจากนั้นไม่นานวงก็ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงอิสระที่ชื่อว่า Wichita Recording เมื่อปี 2004

งานเพลงของ Bloc Party กล่าวได้ว่าเป็นการได้รับอิทธิพลมาจากหลายๆวงอย่างเช่น The Cure, The Jam, Blur, Smashing Pumpkins, The Smiths, Manic Street Preachers รวมถึง Joy Division เมื่ออัลบัมเดบิวเปิดตัวออกมาปี 2004 ในชื่อ Silent Alarm งานของพวกเขาโดนจังๆเข้ากับนักวิจารณ์ทั้งหลาย NME ให้ 9/10, Rolling Stone ให้ 4 ดาว (ถือว่าเยอะมาก) และยิ่งไปกว่านั้นอัลบัม Silent Alarm ยังได้รับโหวตจาก NME ให้เป็น 2005 Album of the Year และยังได้รับประกาศ Platinum (อู่วววววว ของเค้าดีจริง)

2006 กับอัลบัมใหม่อีกครั้ง A Weekend in the City ไม่รู้ว่าด้วยอาถรรพ์อัลบัมที่สองรึเปล่า อัลบัมนี้ไม่ค่อยดังเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับอัลบัมแรก จะด้วยแนวเพลงที่ใส่บีทของ R'n'B ลงไปรึเปล่าก็ไม่ทราบ แต่เพลงไม่ค่อยติดหูเท่าไหร่นัก จึงส่งผลให้... กริบสนิทใจกันไป (ผมเองก็รู้สึกว่าเพลงมันฟังยากๆ ไม่มันส์เหมือนอัลบัมแรก)

2008 กลับมาใหม่อีกทีกับ Intimacy อัลบัมที่ผมพูดกับตัวเองว่านี่ละคือ Bloc Party เพราะเพลงที่ตื้ดขึ้นฟังแล้วมันส์เหมือนชุดแรกไม่ใช่หนืดๆเหมือนชุดที่สอง Okereke เองยังได้พูดถึงอัลบัมนี้ว่าตัวเขาต้องการให้เพลงในอัลบัมนี้สามารถเปิดแล้วเต้นได้ในคลับ แทนที่จะเป็นเพลงที่คุณนั่งลงฟังแล้วจมดิ่งกับความรู้สึกของคุณเอง อัลบัมนี้เป็นการผสมความลงตัวของดนตรี rock ในชุดแรก กับความเนี้ยบทางดนตรีในชุดของเข้าด้วยกันแล้วเติมความเป็น electronic ลงไป (เป๊ะ ลงตัวครับ!)
สำหรับใครที่ชอบฟังดนตรีแบบ Indie Rock ผมขอพูดว่า Bloc Party เป็นอีกวงที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงงานของพวกเขาแน่นอนจริงๆ มีความเนี้ยบในความดิบของดนตรีร็อค ลองหาฟังกันดูครับ แต่อย่าเริ่มฟังแบบข้ามอัลบัมนะครับ คุณต้องไปตามสเต็ป 1-2-3 แล้วจะพบความลงตัวของ Bloc Party วงที่ผมกล้าพูดว่าเป็นความหวังใหม่ของเกาะอังกฤษ หลังจาก The Beatles
Labels:
Bloc Party,
Electronic,
Franz Ferdinand,
indie,
Radio 1,
Rock
Friday, 6 February 2009
ดึก ดึกอีก ดึกได้อีก ! ! !
นอนดึกมาหลายวัน ไม่รู้ทำไมหัวค่ำนี่ง่วงแบบจะหลับให้ได้พอตกดึกตาสว่าง...!!! เวรกรรมนี่ว่าต้องพยายามนอนให้เป็นเวลาล่ะเดี๋ยวถ้ายังดึก ดึกอีก แล้วดึกได้อีกอยู่ อาทิตย์หน้าท่าจะแย่เพราะมีแข่งคาร์ทแบบ Endurance 3 ชม. รอคอยอยู่ในวันที่ 15 แล้วถ้ายังนอนดึกขนาดนี้ตื่นเช้ามาจะไหวไหมละนั่น ไม่ได้การจริงๆ ผมขอรณรงค์แนะนำให้เด็กไทยนอนหลับแต่หัวค่ำ เอ่อ !
Radio 1 เป็นคลื่นที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1967 โดยที่ทาง Radio1 เป็นคลื่นที่เน้นการนำเสนอทางด้านของเพลง Pop แต่ก็จะมีเอนเอียงไปทาง Rock และ Indie กันอยู่บ้าง และนั่นเองจึงทำให้มีช่วงพิเศษอยู่ช่วงนึงนั่นคือช่วง Live Lounge ของ Jo Whiley ที่จะเป็นการเล่นดนตรีสดออกรายการ โดยมีนักร้องรับเชิญ หรือวงรับเชิญมาออก และนักดนตรีเหล่านั้นก็จะเล่นเพลงของตัวเอง หรือแม้แต่เล่นเพลงของคนอื่นในเวอร์ชันที่แปลกออกไปโดยการเล่นจะเป็นแบบ acoustic แล้วถ้าเล่นเพลงของศิลปินคนอื่นแล้วละก็ มันจะเจ๋งตรงที่คุณจะต้องเล่นเพลงของศิลปินในแบบคนละแนวเพลงกันไปเลย อย่างเช่น Arctic Monkeys เล่นเพลงของ Girls Aloud (แหม่เว้ย...) ถ้าเทียบกับวิทยุไทยก็คงเป็นช่วง cover night ของ Green Wave ละมั๊ง... ไม่ชัวร์คลื่นเพราะผมไม่ค่อยได้ฟังเพลงไทย (ไม่ต้องด่าว่ากระแดะครับ ก็ผมไม่ได้ฟังอ่ะ)
ถ้าผมพูดถึงประเทศอังกฤษ แล้วให้คิดถึงสถานีวิทยุ กับ สถานีโทรทัศน์ อย่างละช่องจะคิดถึงช่องอะไรกัน? ติ๊กต่อก ๆ ๆ ๆ พอหมดเวลา... หลายคงคงตอบ BBC เพราะนึกช่องอื่นไม่ออก หรือคนที่เคยไปอยู่อังกฤษอาจตอบได้เป็นหางว่าว แต่วันนี้ผมจะพูดถึง BBC นี่ละแต่ว่าเป็น BBC Radio โดยจะพูดถึงแค่ช่องเดียวด้วยนั่นคือ Radio 1 เพราะอะไรหรือ อ่านต่อไปสิครับ
Radio 1 เป็นคลื่นที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1967 โดยที่ทาง Radio1 เป็นคลื่นที่เน้นการนำเสนอทางด้านของเพลง Pop แต่ก็จะมีเอนเอียงไปทาง Rock และ Indie กันอยู่บ้าง และนั่นเองจึงทำให้มีช่วงพิเศษอยู่ช่วงนึงนั่นคือช่วง Live Lounge ของ Jo Whiley ที่จะเป็นการเล่นดนตรีสดออกรายการ โดยมีนักร้องรับเชิญ หรือวงรับเชิญมาออก และนักดนตรีเหล่านั้นก็จะเล่นเพลงของตัวเอง หรือแม้แต่เล่นเพลงของคนอื่นในเวอร์ชันที่แปลกออกไปโดยการเล่นจะเป็นแบบ acoustic แล้วถ้าเล่นเพลงของศิลปินคนอื่นแล้วละก็ มันจะเจ๋งตรงที่คุณจะต้องเล่นเพลงของศิลปินในแบบคนละแนวเพลงกันไปเลย อย่างเช่น Arctic Monkeys เล่นเพลงของ Girls Aloud (แหม่เว้ย...) ถ้าเทียบกับวิทยุไทยก็คงเป็นช่วง cover night ของ Green Wave ละมั๊ง... ไม่ชัวร์คลื่นเพราะผมไม่ค่อยได้ฟังเพลงไทย (ไม่ต้องด่าว่ากระแดะครับ ก็ผมไม่ได้ฟังอ่ะ)หลังจากที่จัดรายการมาอย่างยาวนานนักร้องเดี่ยว วงดนตรีก็ได้ cover หลายเพลงหลายเวอร์ชันทางคลื่น Radio 1 ก็ได้รวบรวมจัดออกมาขายเป็น compilation ในชื่อ Radio 1's Live Lounge (โอ้มาถึงเรื่องของเราแล้ว) Radio 1's Live Lounge ได้ออกมาแล้วสามอัลบัม Radio 1's Live Loung, Radio 1's Live Lounge vol.2, Radio 1's Live Lounge vol.3
โดยแต่ละอัลบัมจะประกอบด้วยเพลงทั้งหมด 40 เพลงโดยแบ่งเป็น CD 2 แผ่น แผ่นละ 20 เพลง ก็ตกอัลบัมละ 40 ศิลปินเพราะใส่มาแค่คนละ 1 เพลงเท่านั้น อัลบัมฟังง่ายๆครับ สำหรับคนชอบเพลงแนว acoustic ก็คงจะชอบอัลบัมนี้ แต่ในกรณีที่คุณไม่เกลียดเพลง cover นะ เพราะผมเห็นบางคนไม่ชอบเพลง cover เพราะคิดว่าต้นฉบับมันดีอยู่แล้ว อันนี้ก็ว่ากันเป็นคนๆไป สำหรับผมเฉยๆกับเพลง cover อยู่แล้วเพราะบางทีมันดีกว่าต้นฉบับก็มี แต่อันที่ไม่ดีกว่าเราก็ฟังไปถือว่าได้ฟังเพลงใน version ที่ต่างออกไป
แต่ว่านอกเหนือจาก Radio 1's Live Lounge แล้วมันยังมีอีกอัลบัมที่เป็นเพลงแนว Cover อีก 1 อัลบัม นั่นคืออัลบัม Radio 1 Established 1967 ที่ออกมาเมื่อตอนฉลองครบรอบ 40 ปีของคลื่น BBC Radio 1 แต่อัลบัมนี้มันเจ๋งกว่าอีกสามอัลบัมในส่วนของ Live Lounge ตรงที่เป็นเพลง Cover ทั้งหมดโดยที่ไม่มีข้อจำกัดในเรื่อง acoustic (คงถามต่อว่า แค่นี้เจ๋งยังไง?) มันเจ๋งตรงที่แต่ละเพลงจะเป็นเพลงฮิตในแต่ละปีตั้งแต่ตั้งสถานีมาน่ะสิ เริ่มตั้งแต่ปี 1967 ที่เพลง Flower in the Rain ของ The Move ถูกนำมา cover ใหม่โดย Kaiser Chiefs และก็ไล่มาเรื่อยๆจนถึงปี 2006 ที่เป็นเพลง Steady, As She Goes ของ The Raconteurs ถูกนำมาร้องใหม่โดย Corinne Bailey Rae แหม่แค่เล่าก็อยากจะฟังเองละ งั๊นผมขอตัวไปฟังเพลง Toxic ของอิหนู Britney ที่ cover ใหม่โดย Hard-Fi ก่อนละ ใครอยากฟังไปตามล่าหา CD เอากันนะครับ ที่เล่าไปทั้งหมดก็แค่ 4 อัลบัมเอง ขอให้โชคดีในการหาครับ
Subscribe to:
Posts (Atom)