Lost and Found by Google

Loading...

Sunday, 8 February 2009

You racist, Bastard ! ! !

จั่วหัวได้น่าตกใจมาก ไม่ใช่ไรครับพอดีช่วงนี้ผมติด Jeff Dunham with his Pal ไอ้ตัวหุ่นที่ชื่อ Achmed, The Dead Terrorist มันฮาอย่างจริงจัง มันชอบด่าประโยคที่จั่วหัวนั่นแหล่ะ ไม่งั๊นก็อีกประโยคคือ Silence! I kill you ! ฮ่า ๆ ๆ ลองไปหาดูใน youtube ก็ได้ครับ อาจจะติดเหมือนผมก็ได้ แต่ที่เจ้า Achmed มันพูดก็ถูกนะครับ คือเราไม่ควรจะเหยียดสีผิว เชื้อชาติ หรือแม้แต่ศาสนาก็ตาม ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ชอบก็ไม่ควรจะแสดงออกอยู่ดีนั่นแหล่ะที่โดนหนักที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องเหยียดสีผิว คนผิวสีก็คือคนครับ เค้าทำอะไรผิดคุณถึงต้องไปเหยียดหยามเค้า คนผิวสีบางคนมีดีกว่าเราด้วยซ้ำ B.B. King ก็ผิวสีเล่นกีตาร์เก่ง เป็นตำนานเพลง Blues เป็น entertainer ที่ดี ผิวขาวบางคนทำได้แบบเขาหรือไม่ ? Nat King Cole เสียงดีเป็นบ้าเป็นหลัง นักร้องผิวขาวบางคนเสียงอย่างกับควายออกลูก เทียบกันไม่ได้ด้วยซ้ำ...

พอพูดถึงนักร้องผิวสีก็พาลให้ผมนึกถึงอีกวงนึงขึ้นมา วงนี้สัญชาติอังกฤษแท้ๆ แต่มีนักร้องผิวสี หลายคนอาจนึกออกแล้ว... ถูกครับผมกำลังจะพูดถึง Bloc Party พวกเค้าเป็นใครมาจากไหนอยู่ๆถึงได้โด่งดังขึ้นมาแน่นอนครับ คงไม่ใช่ขายหน้าตาแบบนักร้องบ้านเราเป็นแน่ ชีวิตคุณคุณต้องลิขิตตัวเองและแน่นอนพวกเค้าก็เลือกแบบนั้น

Bloc Party คือวงที่ประกอบไปด้วยสมาชิก 4 คน
Kele Okereke (Lead vocal, Rhythm guitar)
Russell Lissack (Lead Guitar)
Gordon Moakes (Bass guitar, Synths, Backing vocal)
Matt Tong (Drums, Backing Vocal)

วงได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1999 ที่ Reading Festival โดยมีสมาชิกสองคนคือ Okereke และ Lissack โดยใช้ชื่ออื่นๆไปเรื่อยเช่น Union, Superheroes of BMX, The Angel Range and Diet ก่อนจะมาจบลงที่ Bloc Party เมื่อปี 2003 โดยเล่นคำกับ Block Party ส่วน Moakes ได้เข้ามาร่วมวงภายหลัง และ Tong ได้ผ่านการออดิชันเข้ามาร่วมวงเป็นคนสุดท้าย และในปีนี้เองที่ Bloc Party ได้ออกเพลงแรกชื่อว่า The Marshals Are Dead ซึ่งรวมอยู่ในอัลบัม The New Cross และก็ได้ออกซิงเกิลแรกภายหลังชื่อว่า She's Hearing Voice

แล้ววันนึงก็มาถึงเมื่อ Bloc Party ได้พยายามก้าวข้ามผ่านการเป็นวงทั่วๆไปให้เป็นที่รู้จัก เมื่อพวกเขาได้เข้าไปที่คอนเสิร์ตของ Franz Ferdinand และได้ให้ก็อปปี้ของเพลงให้กับ Steve Lamacq ที่เป็น DJ ของคลื่น BBC Radio 1 (เป็นเจ้าของช่วง In New Music We Trust) และอีกคนที่ส่งไปก็คือ Alex Kapranos และเพลงที่เขาให้ก็คือเพลง She's Hearing Voices นั่นแหล่ะ


ภายหลังจากนั้น Lacmacq ได้เปิดเพลงของ Bloc Barty ในช่วงรายการของเขาเองแล้วระบุเป็นจำความสั้นๆต่อเพลงนี้ว่า "Genius" และก็ได้เชิญวงมาเล่นสดที่สถานี แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังจากที่ Okereke ร้องเพลงใหม่ที่ชื่อว่า Banquet ภายหลังจากนั้นไม่นานวงก็ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงอิสระที่ชื่อว่า Wichita Recording เมื่อปี 2004


งานเพลงของ Bloc Party กล่าวได้ว่าเป็นการได้รับอิทธิพลมาจากหลายๆวงอย่างเช่น The Cure, The Jam, Blur, Smashing Pumpkins, The Smiths, Manic Street Preachers รวมถึง Joy Division เมื่ออัลบัมเดบิวเปิดตัวออกมาปี 2004 ในชื่อ Silent Alarm งานของพวกเขาโดนจังๆเข้ากับนักวิจารณ์ทั้งหลาย NME ให้ 9/10, Rolling Stone ให้ 4 ดาว (ถือว่าเยอะมาก) และยิ่งไปกว่านั้นอัลบัม Silent Alarm ยังได้รับโหวตจาก NME ให้เป็น 2005 Album of the Year และยังได้รับประกาศ Platinum (อู่วววววว ของเค้าดีจริง)


2006 กับอัลบัมใหม่อีกครั้ง A Weekend in the City ไม่รู้ว่าด้วยอาถรรพ์อัลบัมที่สองรึเปล่า อัลบัมนี้ไม่ค่อยดังเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับอัลบัมแรก จะด้วยแนวเพลงที่ใส่บีทของ R'n'B ลงไปรึเปล่าก็ไม่ทราบ แต่เพลงไม่ค่อยติดหูเท่าไหร่นัก จึงส่งผลให้... กริบสนิทใจกันไป (ผมเองก็รู้สึกว่าเพลงมันฟังยากๆ ไม่มันส์เหมือนอัลบัมแรก)


2008 กลับมาใหม่อีกทีกับ Intimacy อัลบัมที่ผมพูดกับตัวเองว่านี่ละคือ Bloc Party เพราะเพลงที่ตื้ดขึ้นฟังแล้วมันส์เหมือนชุดแรกไม่ใช่หนืดๆเหมือนชุดที่สอง Okereke เองยังได้พูดถึงอัลบัมนี้ว่าตัวเขาต้องการให้เพลงในอัลบัมนี้สามารถเปิดแล้วเต้นได้ในคลับ แทนที่จะเป็นเพลงที่คุณนั่งลงฟังแล้วจมดิ่งกับความรู้สึกของคุณเอง อัลบัมนี้เป็นการผสมความลงตัวของดนตรี rock ในชุดแรก กับความเนี้ยบทางดนตรีในชุดของเข้าด้วยกันแล้วเติมความเป็น electronic ลงไป (เป๊ะ ลงตัวครับ!)

สำหรับใครที่ชอบฟังดนตรีแบบ Indie Rock ผมขอพูดว่า Bloc Party เป็นอีกวงที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงงานของพวกเขาแน่นอนจริงๆ มีความเนี้ยบในความดิบของดนตรีร็อค ลองหาฟังกันดูครับ แต่อย่าเริ่มฟังแบบข้ามอัลบัมนะครับ คุณต้องไปตามสเต็ป 1-2-3 แล้วจะพบความลงตัวของ Bloc Party วงที่ผมกล้าพูดว่าเป็นความหวังใหม่ของเกาะอังกฤษ หลังจาก The Beatles

No comments:

Post a Comment